วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ยกตัวอย่างของการใช้ระบบ Reengineering

Reengingeering ของ KBANK ปรับเปลี่ยนเพื่อการแข่งขัน
  • ผู้ถือหุ้นรายใหญ

1. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หุ้น15.82%

2. STATE STREET BANK AND TRUST COMPANY หุ้น 7.78%

3. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด หุ้น 4.99%

  • รายชื่อตามลำดับ
1. นายบรรยงค์ ล่ำซำ ประธานกรรมการ
2. นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
3. พล.ต.อ.เภา สารสิน รองประธานกรรมการ
กรรมการตลอดระยะเวลากว่า 62 ปี ของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANKซึ่งได้ดำเนินธุรกิจด้านการเงินในอดีตมา ถือว่าประสบความสำเร็จในการบริหารธุรกิจอย่างน่าภูมิใจ ทั้งนี้ส่วนหนึ่ง ต้องยอมรับว่าKBANK เป็นธนาคารที่มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เข้ากับยุคสมัยในแต่ละช่วงของการแข่งขันธนาคารอยู่เป็นประจำดังนั้น หลายต่อหลายครั้งที่ได้ปรับเปลี่ยนความเหมาะสม ชัดเจน ให้กับธนาคาร และเห็นจะเป็นหนทางที่นำพาธนาคารไปสู่ความสำเร็จเกือบทุกครั้ง อย่างเช่นครั้งหนึ่งที่ธนาคารได้รื้อระบบคอมพิวเตอร์ โดยมีแนวคิดใช้คอมพิวเตอร์ประมวลข้อมูลเพื่อการบริหาร และพัฒนาไปสู่บริการ retail banking มุ่งให้บริการลูกค้ารายย่อย จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับลูกค้าองค์กรเป็นส่วนใหญ่ จนทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้นได้อย่างโดดเด่นจนถึงปัจจุบันไม่เพียงเท่านั้นในปี 2538 ที่ธนาคารกสิกรไทยครบรอบ 50 ปี เขาได้ Reengineering กระบวนการทำงานใหม่ รวมทั้งการดีไซน์สำนักงานใหม่ให้เป็นโทนสีเขียว ซึ่งการปรับเปลี่ยนในครั้งนั้นทำให้ธนาคารกสิกรไทยกลายเป็นที่จดจำของลูกค้า และโดดเด่นมาจนถึงทุกวันนี้เมื่อปี 2540 ไทยเข้าสู่ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ที่เรียกว่าต้มยำกุ้ง ธนาคารกสิกรไทยก็ได้รับผลกระทบในครั้งนั้นไม่ต่างกับธนาคารอื่นๆ ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ที่กู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินต่างประเทศ ส่งผลให้หนี้เพิ่มพูนอีกหนึ่งเท่าตัว ทำให้ธนาคารตัดทิ้งบริษัทในเครือออกไปเกือบหมด การแก้ปัญหาดังกล่าว ธนาคารกสิกรไทยจึงเป็นธนาคารที่สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว มีการเพิ่มทุนจากต่างประเทศ และระดมทุนในประเทศ ได้สำเร็จเป็นธนาคารแรก ที่สำคัญเป็นธนาคารที่มี ในระบบเพียง 35% จากทั้งระบบโดยเฉลี่ย 45% จากภาวะวิกฤติ เหล่านี้ บ่งบอกว่า KBANK เป็นธนาคารที่มีการบริหารงานได้ทันต่อเหตุการณ์อย่างยอดเยี่ยม พร้อมกับส่งผลให้การดำเนินงานของธนาคารเติบโตมาทุกปี ล่าสุด ผลการดำเนินงานสำหรับปี 2550 ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว 13,664 ล้านบาท มาอยู่ที่ระดับ 15,004 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่จากสินเชื่อ SMEs ขณะที่หนี้ NPLs ลดลงได้มากอยู่ที่ระดับ 4.06% จาก 5.44% จากการขายหนี้เสีย ในไตรมาส ที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราส่วนเงินสำรองต่อ NPLs ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ระดับ 76%ขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (CAR) สิ้นสุด ณ ปี 2550 (รวมกำไรสุทธิในปี 2550) อยู่ในเกณฑ์ที่สูง 15.54% สะท้อนฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้ KBANK ขยายการเติบโตในเรื่องของสินเชื่อได้ต่อเนื่องKBANK จึงเป็นธนาคารพาณิชย์ระดับแนวหน้าของประเทศที่มีผลงานโดดเด่น จากฝีมือการบริหารธุรกิจที่มากไปด้วยประสิทธิภาพ และศักยภาพที่แข็งแกร่งเพียบพร้อมทุกอย่าง อีกทั้งผลประกอบการดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงปัจจัยพื้นฐานที่ดีเยี่ยมและความสำเร็จของการดำเนินกลยุทธ์ทางธุรกิจได้อย่างดี

ไม่มีความคิดเห็น: